การตลาดออนไลน์ Facebook Ads มีกี่ประเภท เหมาะแก่การลงโฆษณาแบบไหน อย่างไร

การตลาดออนไลน์ Facebook Ads มีกี่ประเภท เหมาะแก่การลงโฆษณาแบบไหน อย่างไร Facebook เป็นสื่อสังคม Social Media ที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก สำหรับในประเทศไทยของเรามีผู้ใช้งาน Facebook อยู่ที่ราว 52 ล้านคน และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด จนติดเป็นอันดับ 8 ของโลก โดยตัวเลขเหล่านี้ไม้เพียงแต่บอกถึงความนิยมชมชอบและจำนวนผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในด้านการทำการตลาดออนไลน์ เมื่อธุรกิจออนไลน์ได้เล็งเห็นว่า Facebook คือ แพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ใช้งานก็คือลูกค้าคนสำคัญ ดังนั้น Facebook Ads จึงเข้ามามีบทบาทและเป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจไปโดยปริยาย

facebook adsประเภทของ Facebook Ads

1.Page Post Engagement

การโฆษณาเพื่อโปรโมทโพสต์ต่าง ๆ บนเพจของคุณ ซึ่งการโฆษณารูปแบบนี้จะไปปรากฏบน Timeline ของผู้ใช้งานคนอื่น ๆ โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้โฆษณาไปขึ้นตรง Side Bar (แถบด้านข้าง) หรือ News Feed ตลอดจนสามารถกำหนดให้ปรากฏขึ้นได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน

การโฆษณาด้วยรูปแบบนี้เหมาะสำหรับการโพสต์ขายตรง เนื่องจากสามารถใส่เนื้อหาได้เยอะกว่าทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Text บนรูปภาพ หรือข้อความบอกรายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้า ส่วนเทคนิคการโฆษณา แนะนำให้เป็น Content บนรูปภาพ และควรเลือกไฟล์ภาพประกอบที่มีความคมชัด สวยสะดุดตา เพราะการใส่ text เข้าไปบนรูปภาพจะทำให้คนอ่านเข้าใจได้ทันที ในแว๊ปแรก ไม่ว่าเราจะขายสินค้าอะไร ก็จะช่วยเพิ่มให้เนื้อหาสินค้าดูความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

2. Page Like

คือรูปแบบการโฆษณาที่เป็นการแนะนำให้ลูกค้า หรือผู้ใช้งานคนอื่น ๆ เข้ามากดไลค์เพจของเรา เนื่องจากการที่มีจำนวนยอด กด like ของเพจ ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าของคุณมากเท่านั้น Page Like จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเปิดใหม่แต่ยังไม่มียอดจำนวนผู้กดไลค์เพจที่มากนัก และต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจนั่นเอง

3.Website Conversions

เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง และต้องการจะโฆษณาหรือสร้างปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันลงไป เช่น Sing up , Learn more , Shop Now ลงไปในโฆษณานั้นด้วย ก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น หรือช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง คล้ายกับ Clicks to Website โดยเทคนิคคือเลือกปุ่ม Call To Action และตั้งค่าการโฆษณาให้เหมาะสมที่สุดกับสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพจของคุณ

4.App Installs

เป็นการโฆษณาที่ทำให้ลูกค้าสามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นได้เลยทันที เหมาะสำหรับคนธุรกิจที่มีแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเองและต้องการให้คนโหลดแอพฯ ไปใช้งานมากขึ้น เทคนิคสำคัญก็คือยิ่ง แอพฯ มีคนให้ดาวเยอะมากเท่าไหร่ โฆษณาของคุณก็จะยิ่งดูมีภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น

5.Event Responses

คือรูปแบบการโฆษณาที่เป็นเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ หรือแคมเปญที่คุณจัดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น งานฉลองเปิดร้านใหม่ งานปาร์ตี้หรือร่วมเล่นเกมส์ต่าง ๆ เพื่อรับของรางวัล เป็นต้น ซึ่งการโฆษณาในรูปแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม และสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าให้เป็นที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

6.Offer Claims

รูปแบบการโฆษณาที่เป็นการขอรับข้อเสนอ ซึ่งดูผิวเผินแล้ว อาจจะดูไม่แตกต่างจากการโปรโมทโพสต์เลย แต่การทำ offer นั้นจะทำให้ร้านของเราดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ลูกค้าเหมือนได้รับสิทธิพิเศษเพราะมีการแสดงวันหมดอายุ หรือจำนวนคนที่ใช้สิทธิ์ไปแล้ว นอกจากนั้นยังบอกการลดราคาที่ชัดเจนเป็นการกระตุ้นให้เกิดยอดขายที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

7.Video Views

รูปแบบการโฆษณานี้เหมาะสำหรับ ธุรกิจที่มีคลิปวีดีโอโฆษณาเป็นของตัวเอง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์หรือธุรกิจของคุณ เทคนิคที่น่าสนใจคือ มีการศึกษาของบริษัททําโฆษณาในประเทศสหรัฐอเมริกา บ่งบอกไว้ว่า การโฆษณาที่เป็นคลิปสั้น ๆ จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้มากกว่าภาพนิ่ง ดังนั้น คุณควรสร้าง Content วีดีโอ ที่มีความสั้น กระชับแต่ได้สาระสำคัญที่ชัดเจน

ทั้งหมดนี้ก็คือ ประเภทของ Facebook Ads ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าคุณควรลงโฆษณาแบบไหนให้เหมาะสมกับธุรกิจหรือสินค้าของคุณ เพื่อเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการโฆษณาให้เยอะมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การยิงแอด บน Facebook นั้น หากคุณต้องการให้ได้ผลตอบรับที่ดี ก็ควรจะวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ เพื่อให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายใดที่สนใจสินค้าของคุณ ให้สามารถยิงแอดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น ๆ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้น

แต่การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานบน Facebook มีหลาย ๆ ล้านคนเลยทีเดียว ทำให้อาจต้องให้เงินลงทุนสูงในการจ้างคนมานั่งวิเคราะห์ Big data และอาจล่าช้าเกินไป ดังนั้น ขอแนะนำโปรแกรม Mandala Analytics ที่มีเครื่องมือ Online Listening and Monitoring คอยช่วยในการดักฟังเสียงความต้องการของสังคมบนโลกออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงแค่ Facebook เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง Twitter Instagram YouTube หรือเว็บ ฟอรั่มอย่าง Pantip เป็นต้น ผ่านการ Set keyword และ Monitor เพื่อให้รู้ว่าผู้บริโภคกลุ่มใดมีความสนใจสินค้าของคุณ และสามารถนำมากำหนดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากยังได้รู้ความเคลื่อนไหวของผู้บริโภค พร้อมกับรู้ความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง โดย Mandala Analytics ไม่เพียงแค่วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคในขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่สามารถเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกที่สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้บริโภคกลุ่มใดมีความสนใจสินค้าของคุณ หรือแม้กระทั่งพวกเขามีความรู้สึกต่อสินค้าของคุณอย่างไรเพื่อให้คุณสามารถนำมาวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์ การยิงโฆษณา ตลอดจนการปรับปรุงหรือพัฒนาสินค้าให้ดีกว่าสินค้าคู่แข่งนั่นเอง